21 กันยา 52 : Ueno - Asakusa - Ikebukuro - Odaiba - Ueno

มาเล่ากันต่อถึงวันที่2ของการเดินทาง  เราสองพี่น้องตั้งใจจะตื่นเช้าๆ แต่นาฬิกาดันไม่ร้องปลุกซะงั้น คือว่าแบตมือถือหมดอะนะ  ก็เลยตื่นสายไปเกือบชั่วโมงนึงแน่ะ อุอุ... ก็เลยต้องทำเวลากันหน่อย รีบแต่งตัว โซ้ยบะหมี่ถ้วยที่ซื้อมาจาก LAWSON (คล้ายเซเว่นบ้านเรา) อร่อยดี ที่สำคัญ "ประหยัด" หุหุ

วันนี้ตรงกับวันจันทร์ เราเลยคิดว่าตามแหล่งท่องเที่ยวน่าจะคนน้อยลงกว่าเมื่อวาน ว่าแล้วก็ไปที่แรกคือวัด Sensoji หรือที่คนไทยรู้จักดีในชื่อวัดอาซากุสะ (Asakusa) แบบว่าเรียกตามชื่อย่านที่วัดตั้งอยู่ล่ะมั้งนะ เรากับพี่แอนนั่งรถไฟสาย Ginza Line ไปแค่5นาทีก็ถึงสถานี Asakusa เพิ่งเดินออกจากสถานีได้ไม่เท่าไหร่ก็มีหนุ่มญี่ปุ่นซึ่งเป็นคนลากรถลากแบบโบราณ(ไว้นำเที่ยว)เดินมาทักทายเป็นภาษาอังกฤษ ประมาณว่าจะไปไหนกันขอรับ พอเราบอกว่าไปวัด Sensoji พี่แกก็บอกทางให้เสร็จสรรพเป็นภาษาอังกฤษอีกเหมือนกัน โฮ่ๆ ยังไม่ทันต้องการความช่วยเหลือ ก็มีคนมาช่วยเหลือเอง ดีเจงๆ  

เราสองคนเดินไปตามทางที่หนุ่มคนนั้นบอก มาเจอถนนนากามิเสะ (Nakamise Dori) ซึ่งเป็นถนนสายช็อปปิ้งของพื้นเมืองแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม มีตั้งแต่แมวกวัก เครื่องรางนำโชคทั้งหลาย กิโมโน ยูกาตะ กระเป๋า พัด ขนมอร่อยๆ โอ๊ย เยอะมากเลย ดูไม่ทั่วหรอก ต้องเดินทั้งวันล่ะมั้ง อุอุ พอเห็นผู้คนบนถนนก็แอบงงว่าทำไมคนเยอะกว่าที่คิด หรือว่านี่เป็นวันหยุดอะไรของเขา?? เก็บความสงสัยไว้ก่อน ตอนนี้เราต้องเที่ยวจ้ะ

เริ่มเดินถนนนากามิเสะจากทางประตูคามินาริมง(Kaminarimon Gate) จุดนี้เป็นไฮไลท์ที่คนมาถ่ายรูปเยอะมาก เพราะโคมแดงใหญ่ยักษ์ที่แขวนอยู่ตรงประตูนี่แหละ มันคงดูญี่ปุ๊น...ญี่ปุ่นดีล่ะมั้งเลยชอบถ่ายกันนัก เราก็ยังถ่ายอีก แม้จะเป็นรอบที่3แล้วก็ตาม มาทีไรก็ต้องถ่ายทุกรอบ อุอุ

เป้าหมายต่อไปคือตามหาร้านขนมมันจูทอดที่แสนโด่งดังให้เจอ คือมาทีไรไม่เคยได้ชิมสักที เหตุเพราะมากับทัวร์แล้วต้องรีบๆเดิน ไม่มีเวลามาหาของกินเท่าไหร่ คราวนี้เลยต้องชิมให้ได้ ขนาดเจ้าชายญี่ปุ่นยังเสด็จมาชิมถึงร้าน แสดงว่าร้านนี้เจ๋งจริง

เดินจนเกือบสุดถนน ด้านหน้าเราคือวัด Sensoji ก็จะเห็นร้านขนมมันจูอยู่ทางขวาของเรา ร้านเขาชื่อว่าร้านโคโคะโนะเอะ (อันนี้รู้มาจากหนังสือ ป้ายร้านเขาเป็นภาษาญี่ปุ่น เราอ่านไม่ออกหรอก) สังเกตง่ายๆคือจะมีรูปเจ้าชายที่เสด็จมาชิม แขวนไว้ในร้านด้วย ตอนเราไปซื้อน่ะคนยังไม่เยอะ แต่พอเราซื้อเสร็จ คนต่อคิวกันยาวเลย โชคดีจริง

ขนมมันจูทอด หรือ อะเกะมันจู รสชาติคล้ายซาลาเปาทอดที่ขายคู่กะปาท่องโก๋ แต่อร่อยกว่ามาก กรอบนอกนุ่มใน มีไส้ให้เลือกหลายไส้ แต่เรากะพี่แอนซื้อมา 2 ไส้ คือมันหวานกับชาเขียว ส่วนตัวคิดว่าชอบไส้ชาเขียวมากกว่านะ แต่ยังไงก็อร่อยมากทั้งสองอัน อิอิ

ได้ชิมมันจูสมความตั้งใจแล้ว ก็ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมกันดีกว่า แต่ระหว่างทางมีลุงชาวญี่ปุ่นคนนึงเข้ามาทัก มาอาสาถ่ายรูปคู่ให้เรากะพี่แอนด้วย ก็งงๆแต่ก็ให้แกถ่ายให้ แม้ในใจแอบหวั่นว่าแกจะเอากล้องเราไปมั้ยหว่า สุดท้ายก็เรียบร้อยดี แอบมีขอเชคแฮนด์เราด้วย สรุปว่าจิตเราคิดอกุศลไปเอง อุอุ นี่ไงรูปผลงานของลุงคนนั้น

เราเข้าไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม อธิษฐานขอให้ท่านคุ้มครองให้พวกเราเดินทางปลอดภัย และได้กลับมาเที่ยวญี่ปุ่นอีกหลายๆรอบ(ไม่ค่อยจะโลภเลยเรา) แต่เขาว่ากันว่าใครได้มาไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่วัดนี้ จะได้กลับมาโตเกียวอีก ซึ่งเราก็มาวัดนี้ทุกครั้งที่ได้มาญี่ปุ่น แล้วเราก็มีเหตุให้ได้มาโตเกียวอีกทุกที ไม่รู้คราวหน้าจะเป็นไง ถ้าได้มาอีกก็ดีน้า อิอิ

อ้อ เราลองเสี่ยงเซียมซีดู จับได้ใบไม่ดีซะด้วยเลยผูกทิ้งไว้ที่วัด(เป็นธรรมเนียมของเขา ถ้าได้ใบดีถึงจะเอากลับไปด้วย) จะบอกว่ามาทีไร ก็ได้ใบไม่ดีตลอดอะ 5 5 ส่วนพี่แอนได้แบบครึ่งดีครึ่งร้าย เลยผูกไว้ที่วัดเหมือนกัน...

จากนั้นก็ช็อปปิ้งเครื่องรางกันสนุก ส่วนใหญ่พี่แอนจะซื้อมากกว่า เพราะเพื่อนเขาฝากซื้อมา เราไม่ค่อยได้อะไรนอกจากกระเป๋าผ้าพับได้ ลายสวยดีแบบผ้าญี่ปุ่น แบบว่าสนใจของกินมากกว่า ร้านต่อไปที่ต้องไปชิมคือร้านไอติมโคน ที่เขาเรียกว่า Soft Cream เห็นว่ามีร้านนึงขาย Soft Cream ตั้ง33รสแน่ะ หลังจากเดินหากันจนถอดใจ ก็มาเจอเข้าจนได้ ร้านอยู่หน้าวัดนั่นแหละ ถ้าเราหันหลังให้วัด มองไปข้างหน้า เฉียงไปทางซ้ายจะเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆ ร้านไอติมจะอยู่ข้างพระพุทธรูปเลย


ร้านนี้แหละ อย่าลืมไปลองกินกันนะคะ


รสเมล่อนอร่อยมาก หอมหวานสุดๆ

กินขนมแล้วก็ต้องหาข้าวกิน เพราะได้เวลาหม่ำข้าวกลางวันแล้วตอนนี้ เป้าหมายของเราก็คือร้านเทมปุระในตำนาน!! ร้าน AOI Marushin ที่เขา(เขานี่ใคร?)บอกมาว่ากุ้งเทมปุระอร่อยสุดๆจริงๆ คอเทมปุระอย่างเรามีหรือจะพลาด ว่าแล้วก็เดินหาร้าน AOI แต่หายังไงก็ไม่เจอ จนต้องไปถามทางคุณลุงคนขนของคนหนึ่ง แกก็พยายามบอกทาง(เป็นภาษาญี่ปุ่น-_-") พวกเราก็ยังทำหน้าเอ๋อๆอยู่ ลุงแกเห็นว่าถ้าปล่อยให้เดินไปเองคงหาไม่เจอแหง เลยกวักมือให้เดินตามแกมาเลยละกัน โอ้โห...บริการทุกระดับ ประทับใจหลายยยย

พอมาถึงร้านก็พบเฮียสุดหล่อ คาดว่าเป็นเจ้าของร้าน ไม่ก็ผู้จัดการร้าน เพราะท่าทางดูดี คอยจัดคิวลูกค้า เราสองคนนั่งรอคิวอยู่ในหมู่คนญี่ปุ่นทั้งนั้น เห็นเขาอ่านเมนูรอก็อยากอ่านบ้าง แต่มันเป็นภาษาญี่ปุ่น จะรู้เรื่องมั้ยเนี่ยยย... นั่งรอจนหิวแล้วหิวอีกก็ถึงคิวสักที ได้ที่นั่งบนชั้นสอง ดีใจที่เขาเอาเมนูภาษาอังกฤษมาให้ เลยสั่งกุ้งเทมปุระ กับผักมาลองชิม พอเขาเอามาเสิร์ฟ... โอ้แม่เจ้า!! นี่กุ้งเรอะ ทำไมมันใหญ่อลังการได้ขนาดนี้!!

กินกันแบบอิ่มเลยอะ ไม่ต้องสั่งอย่างอื่นอีกเลย สะใจกับกุ้งมากๆ ไม่เคยกินกุ้งที่สดและเนื้อแน่นขนาดนี้มาก่อน คุ้มแล้วกับการมาโตเกียวครั้งนี้ เอิกๆ อร่อยจนลืมเทมปุระที่เคยกินที่เมืองไทยไปเลย

ลาจาก Asakusa มาแบบมีความสุข ไปต่อกันที่ย่าน Ikebukuro ซึ่งตั้งใจจะไปทำภารกิจเพื่อนักเขียนการ์ตูนไทยให้รุ่งเรือง อิอิ ก็ไปหาซื้อสกรีนโทนมาตกแต่งต้นฉบับให้สวยงามไงล่ะ ร้านที่จะไปชื่อ Sekaido อยู่ที่ห้าง Parco สาขา Ikebukuro ร้านนี้เป็นร้านเครื่องเขียนที่มีทุกอย่างที่นักเขียนการ์ตูนอย่างเราต้องการ เราสิงอยู่ในร้านเป็นชั่วโมง นั่งคุ้ยหาลายสกรีนโทนที่มีเยอะมากซะจนตาลาย ได้มา 19 ลาย พร้อมหมึก Pilot ขวดใหญ่เหมือนขวดซีอิ๊วอีก1ขวด พี่ที่ทำงานเขาฝากซื้อ และอื่นๆอีกเล็กน้อย ดีใจมากที่เขาลดราคาของในร้าน20% ถ้าเราทำบัตรสมาชิกคงได้ลดอีก แต่ไม่แน่ใจว่าจะมาที่นี่อีกเมื่อไหร่น่ะสิเลยยังไม่ทำ...

จากนั้นก็ไปหาตึกร้าน Animate ที่เขาว่ามีของเกี่ยวกับอนิเมทุกอย่าง เรากะจะไปหาของเกี่ยวกับน้องแมวจี้ (Chi's Sweet Home) เดินออกจากห้าง parco ก็งงแล้ว ตึกเยอะ ถนนแยะ ถามสาวห้างก็บอกทางแบบไม่เคลียร์ จนไปเจอหนุ่มเซลแมนคนนึงช่วยบอกทางให้ ค่อยเก็ทขึ้นมาหน่อย หนุ่มคนนี้แปลกดีตรงที่เสียงเวลาพูดขายของ(ภาษาญี่ปุ่น)จะฟังดูบ้านๆมาก แต่พอพูดอังกฤษบอกทางเรา เสียงพี่แกหล่อขึ้นมาทันที แถมสำเนียงดีมากด้วย โฮะๆ นึกไม่ถึงเลยนะนี่

แต่สุดท้ายก็หลงทางอีก จนต้องไปถามพี่ตำรวจ2นายที่เดินมาพอดี พี่แกทำหน้างงๆตอนเราถาม พอส่งรูปตึกให้ดู พี่แกถึงร้องว่า "โอ้... อนิเมโตะๆ" แล้วก็บอกให้เราตามมา มีการถามว่าเป็นคนญี่ปุ่นรึเปล่า(เอ่อ ถ้าใช่คงพูดญี่ปุ่นไปแล้วแหละ) ตอนเดินตามตำรวจ เหมือนเราถูกจับเลย  พี่ตำรวจเดินเร็วมาก พาเรามาถึงร้านจนได้ ขอบคุณมากๆนะคะ บริการประชาชนได้ดีจริงๆ

มาถึงร้าน Animate พบว่าไม่มีของที่เราตามหาเลย แงๆๆๆ ผิดหวังๆ แต่ยังดีที่มีตุ๊กตาแมวจี้ ซึ่งขายคู่กับ DVD การ์ตูนให้เราสอยกลับมาด้วยหนึ่งกล่อง ราคาแพงจนต้องยืนทำใจอยู่นาน สุดท้ายก็ยอมซื้อเพราะกลัวหาไม่ได้จากที่อื่น ความจริงกะจะไป Mandarake ด้วยแต่ไม่มีเวลา เพราะต้องไปย่าน Odaiba ต่ออีก ก็เลยบายๆแค่นี้ก่อน (Mandarake แปลว่า เต็มไปด้วยการ์ตูน เป็นชื่อร้านขายของเกี่ยวกะการ์ตูนเหมือนกัน)

Odaiba เป็นย่านเมืองใหม่ที่สร้างจากการเอาขยะมาถมทะเลจนกลายเป็นแผ่นดินใหม่ การจะไป Odaiba ต้องนั่งรถไฟข้ามสะพานสายรุ้ง หรือที่เรียกกันว่า Rainbow Bridge เรานั่งรถไฟสาย Yurikamome ข้ามสะพานสายรุ้ง ขอบอกว่าวิวยามค่ำนี่สวยได้ใจ ถ้าให้ดีต้องขึ้นโบกี้แรกที่อยู่หน้าสุด เวลารถไฟวิ่งเราจะเห็นวิวด้านหน้าสวยมากๆ เหมือนนั่งรถไฟเหาะน่ะ

ถึง Odaiba ก็เดินถ่ายรูปสะพานสายรุ้งกับเทพีเสรีภาพกัน แต่เพราะไม่มีขาตั้งกล้องก็เลยถ่ายไม่สวยเท่าไหร่ เบลอตลอด แต่บรรยากาศดีมาก อากาศก็เย็นๆ มีดนตรีเล่นคลอ คู่รักเดินจูงมือกัน ...ส่วนเราเหรอ...เดินจูงมือพี่สาวแล้วเราก็แอบแหวะกันเอง ฮ่าๆ ^^"


ถ่ายตอนเดินทางกลับโรงแรมจ้า

จบทริปวันนี้ด้วยการหม่ำทาโกยากิในห้าง Aqua City เดินเล่นซื้อขนมของฝาก แล้วก็กลับโรงแรม (ตอนนั่งรถไฟขากลับ ได้ขึ้นโบกี้หน้าสุดด้วยล่ะ สนุกดี

ข้อคิดของวันนี้ : ถ้าไม่แน่ใจว่าเดินถูกทางไหม ให้รีบถามทางเลย อย่าเดินมั่วเอง เดี๋ยวจะหลงไกลกว่าเดิมแล้วจะเสียเวลาเที่ยวไปเปล่าๆจ้า (คนญี่ปุ่นยินดีช่วยเหลือเราอยู่แล้ว)

 

 

 

edit @ 5 Oct 2009 18:57:50 by ** All About aRt **

เมื่อวันที่ 20-23 กันยา 52 อาร์ตได้ไปเที่ยวโตเกียวมาค่ะ เลยเอาประสบการณ์มาแบ่งปันกันอ่าน เผื่อใครคิดจะไปบ้างจะได้ใช้เป็นข้อมูลได้ค่ะ  จริงๆ อาร์ตเคยไปญี่ปุ่นแล้ว 2 ครั้ง แต่ไปกับทัวร์ตลอดค่ะ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไปเอง ซึ่งเป็นอะไรที่ติดใจมากๆ การเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองมันไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ หลงทางก็ถามคนญี่ปุ่นเอา เขายินดีช่วยเหลือค่ะ (ภาษาไม่ใช่อุปสรรคเลยค่ะ)  

เอาล่ะ มาเดินทางไปด้วยกันเลยดีกว่าค่ะ

หลังจากลุ้นจนถึงวินาทีสุดท้าย ว่าจะได้ตั๋วรึไม่ ในที่สุด...อาร์ตกับพี่แอน(พี่สาว) ก็ได้ตั๋วเครื่องบินไปโตเกียวสมปรารถนา อิอิ คืออาร์ตใช้ตั๋วฟรีจากการสะสมไมล์ของคุณน้าค่ะ เลยไม่เสียค่าตั๋วเครื่องบิน (ขอบคุณคุณน้ามากค่ะ) แต่ก็ต้องลุ้นตอนจองเที่ยวบิน เพราะไฟล์ทดึกจะมีคนจองเยอะ แต่สุดท้ายก็จองได้(ได้ในวันเดินทางพอดี เล่นเอาลุ้นเหงื่อตกไปเลย)

20 กันยา 52 : Narita - Ueno - Harajuku - Omotesando - Ueno

สองพี่น้องเดินทางไปญี่ปุ่นด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกทั้งคู่ ก็ตื่นเต้นกันไม่น้อยค่ะ พอล้อแตะรันเวย์ที่สนามบินนาริตะนี่ดีใจมาก ในที่สุดก็มาถึงโตเกียวอย่างปลอดภัยแย้วววววว

พอได้กระเป๋ากันครบแล้วก็ไปซื้อตั๋วรถไฟเพื่อนั่งเข้าเมืองกัน ปลายทางของเราคือ ueno เพราะจองโรงแรมไว้ที่นั่นค่ะ เราเลือกนั่งรถไฟสาย Keisei Limited Express ราคา 1,000 เยน พร้อมกับซื้อบัตรรถไฟ Suica มาด้วย เอาไว้ใช้สำหรับเดินทางในโตเกียวโดยไม่ต้องเสียเวลาซื้อตั๋วบ่อยๆ ราคาบัตร Suica ขั้นต่ำคือ 2,000 เยน รวมมัดจำแล้ว 500 เยนค่ะ

 

เข้าชานชาลาไปก็เห็นรถไฟจอดรออยู่แล้ว ป้ายด้านหน้ารถเขียนว่า Ueno ก็รีบโดดขึ้นรถไฟไปเลยโดยหารู้ไม่ว่าขึ้นผิดขบวน  มารู้อีกทีก็ตอนที่รถวิ่งออกนอกเส้นทางไปแล้วถึงรีบลงรถไปตั้งหลักกันใหม่ โชคดีที่สถานีที่ลงมา อยู่ไม่ไกลจาก Asakusa นัก ก็เลยนั่งรถย้อนไป Asakusa แล้วต่อรถไฟ Ginza Line ไปลง Ueno ได้ในเวลาไม่นาน เฮ้อ...มาถึงก็หลงทางเลยแฮะ สนุกดี รสชาติของชีวิต อิอิ


ในรูปนี่ยังยิ้มได้ เพราะหลงนึกว่านั่งถูกขบวน อุอุ...

เดินหาโรงแรมไม่นานก็เจอ อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Ueno เท่าไหร่ ชื่อโรงแรม Ueno Touganeya Hotel ค่ะ ถ้าใครจะไปพักแถว Ueno ให้มาพักที่นี่เลยนะคะ แนะนำอย่างแรงค่ะ พนักงานน่ารัก เป็นกันเองดีมาก พูดอังกฤษได้ดี ห้องพักก็โอเคนะแม้จะเล็กไปหน่อยแต่มีทุกอย่างให้ครบค่ะ อาร์ตจองทาง internet ไปถึงที่โรงแรมก็เอาใบยืนยันการจองที่ปริ้นท์มาจากบ้านให้เขาดู เวลาเช็คอินของที่นี่คือบ่าย 3 โมง แต่เรามาถึงโรงแรมประมาณ 10 โมงเช้า เลยฝากของไว้ก่อน แล้วค่อยกลับมาเช็คอินตอนเย็นๆ

เราสองคนนั่งรถไฟ Yamanote Line เป็นครั้งแรกไปลง Harajuku ที่ไป Harajuku ก่อนเพราะวันนี้วันอาทิตย์ จะมีเด็กวัยรุ่นมาแต่งชุดคอสเพลย์กันแถวสะพานหน้าศาลเจ้าเมจิค่ะ ตอนที่เราไปถึงพวกเด็กๆเขายังไม่มาโชว์กัน(แดดมันร้อนด้วยค่ะ) ก็เลยไปหาอะไรกินก่อน พวกเราจะไปร้าน Jangara Ramen เจ้าดัง แต่หาไม่เจอ เดินกลับไปกลับมา ถามทางแล้วก็ยังหาไม่เจอ สุดท้าย...เข้าไปถามพี่แคชเชียร์สาวในร้านเครื่องสำอางค์ ได้ความว่าร้านอยู่ตึกข้างๆนี่เอง แล้วเธอก็พาเดินไปส่งถึงหน้าตึก อาริงาโต้...นะคะพี่สาว


นี่ไงราเมนของร้านแชมป์ทีวีแชมป์เปี้ยน!!

ช่วงที่เราไปทาน คนยังไม่เยอะเพราะยังไม่เที่ยง เลยได้ที่นั่งทันที ไม่งั้นอาจต้องรอคิวยาวเลยทีเดียว... ราเมนอร่อยสมกับที่เป็นเจ้าดัง แต่น้ำซุปที่อาร์ตสั่งออกจะมันไปหน่อยเลยเลี่ยนเล็กน้อย ถ้าใครไปทานก็ให้สั่งน้ำซุปแบบที่ 1 คือ คิวชู จังการะ นะคะ(พี่แอนสั่งแบบที่1 ชิมแล้วไม่เลี่ยนค่ะ) ของอาร์ตลองสั่งแบบที่2 จำชื่อไม่ได้แล้วค่ะ ยังไงเขาก็มีเมนูภาษาไทยให้ ไม่ต้องกลัวอ่านไม่ออกค่ะ

หม่ำเสร็จก็เดินไปดูร้านเสื้อยืดเจ้าดัง(อีกละ) คือร้าน Uniqlo T-shirt และร้านของเล่นสุดน่ารัก Kiddyland ค่ะ ต้องขอบคุณพี่ชายร้านขายแว่นตา ที่บอกทางให้อย่างละเอียด แถมพูดไทยได้หลายประโยค เก่งจริงๆพ่อคุณ

ตกบ่าย ได้เวลามาดูคอสเพลย์ซะที แต่วันนี้มีเด็กมาน้อยมาก ก็ไม่เป็นไร ดีกว่าไม่มีเลยนิ แต่ความจริงวัยรุ่นที่เดินตามท้องถนนแถว Harajuku ก็แต่งตัวเหมือนคอสเพลย์กันอยู่แล้วล่ะค่ะ เรานี่กลายเป็นยัยเพิ้งไปเลย แต่งตัวธรรมดากว่าชาวบ้านเขา แถมหน้ายังโทรมเพราะนอนไม่หลับเลยบนเครื่องบิน -_-" 

ดูคอสเพลย์แล้วก็ไปไหว้พระที่ศาลเจ้าเมจิซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน ดูจากทางเข้าไม่คิดว่าจะลึก ที่ไหนได้...เดินซะเมื่อยเลยกว่าจะถึงศาลเจ้า แต่ทางเดินร่มรื่นดีค่ะ ต้นไม้ใหญ่ๆทั้งนั้น เห็นใครๆก็บอกว่ามาที่ศาลเจ้าเมจิมักจะได้เจองานแต่งงานแบบญี่ปุ่น เราไปก็เจอจริงๆค่ะ 3 คู่เลยด้วยแหละ อุอุ แต่คู่ที่ชอบที่สุดเป็นคู่ในรูปนี้ค่ะ

ขบวนบ่าวสาวดูขลังๆแบบโบราณดี เราดูกันเพลินเลย ก่อนจะเดินขาลากกลับออกไป เพื่อไปเบียดเสียดกับฝูงชนที่ซอยนรกแตก Takeshita Dori ค่ะ

ความจริงซอย Takeshita นี่ก็ไม่ได้เบียดเสียดมากไปกว่าสำเพ็งตอนช่วงใกล้ปีใหม่หรอกค่ะ  แถมดีกว่าสำเพ็งตรงที่ไม่ต้องคอยหลบรถมอเตอร์ไซค์ อิอิ ซอยนี้มีร้านเครปเจ้าอร่อยอยู่หลายร้าน ร้านที่อาร์ตไปชิมชื่อ Angel Heart ค่ะ ตอนต่อคิวก็มีคนไทยเข้าคิวอยู่ข้างหน้าเหมือนกัน แหม คนไทยเยอะจังที่นี่ ยังไงก็อย่าพลาดที่จะไปลองชิมกันนะคะ (เครป Strawberry Strawberry Whipped Cream อร่อยดีค่ะ)

จากซอยนรกแตก เราสามารถเดินไปถึงถนน Omotesando ได้ ที่ถนนนี้เป็นแหล่งรวมร้านค้าแบรนด์เนม(ซึ่งไม่เหมาะกะเรา อิอิ) แต่ควรจะไปช่วงค่ำๆค่ะ ตึกแถวนี้สวยมาก ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังทั้งนั้น กลางคืนจะเปิดไฟสวยมาก แต่ตอนที่อาร์ตไปมันยังไม่ค่ำ ก็เอารูปบรรยากาศแบบกลางวันมาให้ดูเล่นแล้วกันนะคะ

อยากเดินที่นี่ให้นานกว่านี้ แต่ต้องรีบกลับไปเช็คอิน ก็เลยบายๆ Harajuku เพียงแค่นี้ นั่งรถไฟกลับ Ueno กัน


รอรถไฟไป Ueno ^^

หลังจากเช็คอินแล้ว เราสองคนพี่น้องก็ออกไปซื้อหุ่นกันดั้มให้น้องสาวที่ไม่ได้มาด้วย  ได้มา 3 กล่องใหญ่ๆ ใจจริงอยากขนมาให้มากกว่านี้แต่ไม่มีปัญญาแบก แนะนำสำหรับสาวกกันดั้มว่าถ้าแวะมา Ueno ให้ไปซื้อทีร้านYodobashi ตรงตลาดอาเมะโยโกะ จะมีชั้นนึงขายของ hobby ทั้งหมดเลยค่ะ จำไม่ได้ละว่าชั้นอะไร กันดั้มที่นี่มีเยอะและถูกกว่าร้าน Yamashiroya ที่อยู่ใกล้ๆกันค่ะ แต่ Yamashiroya จะมีของเล่นหลากหลายมากกว่า จะให้ดีก็ดูมันทั้งสองร้านละกันค่ะ

ขอจบบันทึกของวันแรกด้วยรูปน้องกล่องนมรสกาแฟ ที่ซื้อมาแช่ไว้ในตู้เย็นเป็นอาหารเช้าวันพรุ่งนี้ ...เห็นแล้วรู้สึกว่ามันกำลังเหงาบ้างมั้ยคะ...

ข้อคิดของวันนี้ : อย่ารีบขึ้นรถไฟโดยไม่ดูป้ายให้ดีก่อน โดยเฉพาะรถไฟจากนาริตะเข้าเมือง ทางที่ดีให้ถามเจ้าหน้าที่ให้ชัวร์ว่ามันผ่านที่ที่เราจะไปแน่นะ เพราะถึงป้ายจะเขียนว่าผ่าน แต่บางทีมันก็ไม่ผ่าน แล้วก็จะหลงทางอย่างเราสองคนค่ะ เหอๆ

 

 

 

 

 

edit @ 28 Sep 2009 17:24:29 by ** All About aRt **