22 กันยา 52 : Ueno - Jiyugaoka - Daikanyama - Shibuya - Ueno

เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ และแล้วก็เดินทางมาถึงวันที่สามแล้ว  เช้านี้รีบตื่นไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ Ueno ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม เดินไปแป๊บเดียวก็ถึง เรากะพี่แอนออกจากที่พักมาก็เดินเล่นชิลๆกันละแวกตลาดอาเมะโยโกะซึ่งร้านค้ายังไม่เปิด ได้ความสงบดี ไม่พลุกพล่านแบบตอนกลางวัน


ถ่ายกะโรงแรม ก่อนออกไปเดินเที่ยว ^^ (โรงแรมเขากำลังปรับปรุงใหม่ เลยรกเล็กน้อย)


สถานีรถไฟหน้าสวนสาธารณะ Ueno

พอเดินมาถึงสวนแล้วก็งงๆกันนิดหน่อยว่าจะเดินไปทางไหนก่อนดี เพราะสวนนี้กว้างมาก ถ้าเป็นช่วงดอกซากุระบานล่ะก็ที่นี่จะคนแน่นมาก เรามาดูซากุระที่นี่เมื่อปลายเดือนมีนา เห็นแต่หัวคนเดินกันแน่นสวน ต้นไม้เป็นสีชมพูไปหมดเลย สวยจริงๆ ตอนนี้กลายเป็นใบสีเขียวธรรมดา แต่ก็ให้ความรู้สึกสงบๆดี คนก็น้อยด้วย มาสองครั้ง ความรู้สึกต่างกันเลยนะเนี่ย

เดินไปสักพักก็เจอศาลเจ้า ชื่อว่า Kiyomizu Kannon-dō เป็นศาลเจ้าเล็กๆ เงียบๆ มีเครื่องรางน่ารักๆขายด้วย เราไปไหว้พระกันแล้วก็เดินต่อไปเรื่อยๆแบบเจอออะไรก็ดู เห็นสนามเบสบอลมีเด็กๆมาซ้อมกันเหมือนในการ์ตูนญี่ปุ่นเลย น่ารักดีๆ  

เริ่มสาย คนก็เริ่มเดินเข้ามากัน เรากับพี่แอนสรุปกันเองได้ว่าวันนี้ก็เป็นวันหยุดอีกวันของคนญี่ปุ่นแน่ๆ วันอังคารแท้ๆ แต่ทำไมมีลูกเด็กเล็กแดง พ่อแม่ วัยรุ่นมาเดินกันเยอะกว่าที่ควรจะเป็น นี่เรามาเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวของเขาแน่ๆ เฮ้อ...ถ้าพรุ่งนี้หยุดอีก เราก็คงไม่ได้บรรยากาศของวันทำงานที่คนแน่นรถไฟสินะ อุอุ ช่างเหอะ ก็ดีไปอีกแบบ เดินทางสะดวกดี ไม่ต้องหนีช่วงเวลาเร่งด่วน

กลุ่มคนส่วนใหญ่เดินไปทาง National Museum of Western Art ต่อคิวรอพิพิธภัณฑ์เปิดกันแถวยาวเหยียด ตอนนี้กำลังจัดแสดงนิทรรศการอะไรสักอย่าง(อ่านไม่ออก) ดูจากรูปแล้วเหมือนการแสดงงานศิลปะของยุโรปอะไรแบบนี้ น่าสนใจดี แต่ดูจากคิวแล้วคงไม่ดูล่ะ ต้องไปอีกหลายที่  น่าชื่นชมคนญี่ปุ่นตรงที่เขามีพิพิธภัณฑ์ดีๆเยอะ คนญี่ปุ่นเองก็ให้ความสนใจ ใฝ่รู้ เมืองไทยน่าจะมีมั่ง จะได้ไม่ต้องไปแต่ห้าง

ถัดไปไม่ไกลก็เป็น National Museum of Nature & Science ที่นี่ว่าจะมาดูวันพรุ่งนี้ วันนี้เลยได้แต่ดูด้านนอกไปก่อน เราเดินเล่นกันอีกแป๊บนึงก็ได้เวลาไปขึ้นรถไฟไปเที่ยวที่อื่นต่อ


รูปปั้นท่าน Takamori Saigo ที่ว่าเป็น The Last Samurai น่ะ

ระหว่างทางเดินไปสถานีรถไฟ พี่แอนเกิดอยากกินกล้วยหอมชุบช็อคโกแลตขึ้นมา เธอเลยเดินไปอุดหนุนมาไม้นึง เราเห็นว่าน่ากินดีเลยถ่ายรูปมาให้ดู รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นจะชอบกินกล้วยหอมมากๆ ถ้ามาเมืองไทยคงกรี๊ดในความถูกของกล้วยบ้านเราแน่ๆ

สถานีต่อไปที่เราจะไปลงกันคือ Jiyugaoka  ย่านเล็กๆแต่น่ารัก เหมาะสำหรับคนรักความชิล ^^ เรานั่งรถไฟไปลง Shibuya แล้วต่อรถไฟสาย Tokyu Toyoko ไปแป๊บเดียวก็ถึง Jiyugaoka สำหรับใครที่จะนั่งรถไฟสาย Tokyu Toyoko อย่าลืมดูก่อนว่ารถขบวนที่มาจอดนั้นเป็นแบบ Local, Express หรือ Limited Express เพราะแต่ละแบบจะแวะจอดสถานีไม่เท่ากัน อย่าง Local จะจอดทุกสถานี ถ้าเป็น Express(ที่เรานั่ง) จะเร็วกว่า Local เพราะจอดป้ายน้อยกว่า ส่วน Limited Express ก็จะเร็วสุด จอดเฉพาะสถานีสำคัญๆ ยังไงก็ดูให้ดีก่อนขึ้นรถนะ

เรากับพี่แอนออกมาจากสถานีรถไฟ Jiyugaoka ปุ๊บก็เดินไปศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว ที่นี่มีแผนที่ โปสการ์ดน่ารักๆ ขายด้วย แต่เราไม่ได้ซื้อหรอก แค่เข้าไปถามทาง พี่แอนอยากไปกินข้าวที่ร้าน Cafe One ตามที่หนังสือแนะนำ เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ฯก็เขียนแผนที่ให้เดินตาม เราสองคนเดินหาไม่นานก็เจอร้าน Cafe One เกือบมองไม่เห็นร้าน เพราะทางเข้าร้านอยู่ในซอกหลืบ ต้องขึ้นบันไดไปชั้นสอง ถึงจะเห็นประตูร้าน แต่ว่าตอนเราไปถึงเนี่ยร้านยังไม่เปิด เขาเปิดเที่ยง นี่เพิ่ง 11 โมงกว่า ก็เลยเดินเตร็ดเตร่รอไปก่อน

ชั้นล่างของร้าน Cafe One มีร้านเสื้อผ้า รองเท้า ที่ราคาไม่แพงอยู่ด้วย เราไปปิ๊งเข้ากับรองเท้าบูทสีน้ำตาลเข้ม มีเฟอร์ตรงขอบด้วยสวยเชียว เห็นมันวางลดราคาอยู่หน้าร้าน แต่เล็งไว้ก่อนเพราะกะว่ากินข้าวก่อนค่อยมาซื้อก็ได้ เดินๆไปถึงแยกทางรถไฟก็เจอโซนร้านกิ๊บเก๋ชื่อว่า Trainchi ส่วนใหญ่เป็นของแต่งบ้านและของดีไซน์น่ารักๆ สาวๆที่ชอบของแต่งบ้านคงต้องเดินดูนานหน่อยเพราะของเขาน่ารักน่าดูไปหมดเลยจริงๆ


ทางเข้าร้านต่างๆใน Trainchi

มีอยู่ร้านนึงที่ชอบมากๆใน Trainchi ชื่อร้าน Karel Capek เป็นร้านขายชาและขนมกินกับน้ำชา ใครที่ชอบดื่มชาคงรักร้านนี้ นอกจากชาหอมๆแล้วยังมีของใช้ที่พิมพ์ลายการ์ตูนน่ารักๆด้วย เราชอบภาพประกอบที่เขาออกแบบตกแต่งร้าน แพ็คเกจต่างๆ น่ารักดี เดินเข้าร้านไปเขาจะแจกชาให้ดื่มฟรีคนละถ้วยเล็กๆ อร่อยดี เราลองดมกลิ่นชาที่ร้านอยู่หลายกลิ่น สุดท้ายก็ชอบกลิ่นของชาเอิร์ลเกรย์ที่สุด


หน้าร้านชา Karel Capek ^_^

ชิลๆกันไปจนเที่ยงก็เดินกลับไปร้าน Cafe One หวังจะได้หม่ำข้าวกันซะที แต่พอเดินเข้าไป เจ้าของร้านหนุ่มมาดเซอร์บอกว่า Lunch Set จะเริ่มตอนเที่ยงครึ่ง ซึ่งต้องรออีกครึ่งชั่วโมงแน่ะ เราสองคนเลยต้องเดินลงมาเตร่รอต่อไปอีก...คราวนี้เดินไปไกลขึ้น ดูร้านรวงเล็กๆตามตรอกซอกซอย แวะร้านหนังสือ Book Off ที่ขายหนังสือมือสอง เราได้หนังสือการ์ตูนเด็กมา 2 เล่ม ราคาถูกมากๆ แล้วก็เดินดูร้านขายของน่ารักๆ ของดีไซน์เก๋อย่างร้าน Idee Shop และ Cibone ร้านขายกล้องทอยชื่อ Popeye Camera และอีกหลายร้านเล็กๆ สรุปว่าของจุ๊กจิ๊กเยอะดี คนไม่พลุกพล่านแม้จะเป็นวันหยุด ผิดกับย่านอื่นที่คนแน่นจนเวียนหัว

เดินเพลินจนบ่ายโมง เพิ่งนึกได้ว่าต้องไปกินข้าว กลับไปที่ร้าน Cafe One คราวนี้พี่แกส่งภาษามือบอกว่า "ที่เต็ม ต้องขอโทษด้วยจริงๆ" เราสองคนเซ็งเล็กๆ อุตส่าห์มาหลายรอบแล้วก็ไม่ได้กินอยู่ดี เฮ้อ... เดินลงมาแบบหิวๆ เห็นร้านรองเท้าบูทที่ดูเอาไว้ก็เข้าไปลองใส่ แต่ใส่ไม่ได้อะ ถ้าหลวมกว่านี้อีกนิดนึงจะโอเคมากๆเลย เสียดายจริงๆ

พี่แอนเริ่มโมโหหิวนิดหน่อย บอกว่าไม่กินแล้วข้าวน่ะ ไปกินขนมกับน้ำชาที่ร้าน Kosourn แทนก็ได้ ร้านนี้ก็อ่านเจอจากหนังสืออีกเช่นเคย เดินหาไม่ยากมากเพราะถามทางไว้แล้ว เป็นร้านที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบสงบจริงๆ ต้นไม้เยอะร่มรื่น สไตล์สวนญี่ปุ่น ให้บรรยากาศบ้านเก่าโบราณแบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น ตอนที่พวกเราเข้าไปก็มีลูกค้านั่งกันอยู่เกือบเต็มแล้ว โชคดีที่ยังเหลือที่ริมหน้าต่างไว้ให้โต๊ะนึง เลยได้นั่งกินขนมและชมวิวได้อย่างสบายอารมณ์

อ้อ ร้านนี้ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ ต้องดูตามรูปในเมนูแล้วเดาเอาเองว่ามันคืออะไร พี่แอนสั่งขนมที่เหมือนผลไม้ผสมกับวุ้น เยลลี่ ถั่วแดง กินกับน้ำเชื่อม ของเราเป็นขนมเปี๊ยะกับชาเขียวถ้วยเบ้อเริ่ม ชารสออกเค็มๆ ไม่อิ่มเลย อุอุ


บรรยากาศร้าน Kosourn

พอออกจากร้านนี้ก็ได้เวลาจากลา Jiyugaoka สักที สำหรับเราแล้วรู้สึกชอบย่านนี้มากเชียวล่ะ เพราะว่ามีบรรยากาศแบบสบายๆชิลๆ เหมาะกับคนชอบชิลอย่างเราที่สุด คนที่มาเดินที่นี่ก็เป็นคนแนวเดียวกัน การแต่งตัวสบายๆเหมือนๆกัน อารมณ์ประมาณออกมาเดินเล่นกินลมชมร้านเล็กๆกุ๊กกิ๊กๆ ราคาของก็ไม่ได้แพงมาก พอซื้อไหว เรากับพี่แอนลงความเห็นว่า Jiyugaoka เหมือนเด็กสาวไร้เดียงสา ส่วนย่านต่อไปคือ Daikanyama จะเหมือนอะไรเดี๋ยวมาบอก อิอิ

นั่งรถไฟย้อนมาสถานี Daikanyama ที่แรกที่ไปก็คือร้านรองเท้าชื่อดัง Onitsuka Tiger เราไม่ได้คิดจะซื้อหรอก แต่มีคนฝากพี่แอนซื้อ ซึ่งพี่แอนก็อุตส่าห์ซื้อไปให้จริงๆตั้งสองคู่ (คนฝากก็ช่างกล้านะ ) เราสองคนเลยเดินหอบรองเท้าคนละถุง เดินไปถึงร้าน Junie Moon ร้านขายน้องบลายธ์เจ้าดังแห่งญี่ปุ่นน่ะแหละ ก่อนหน้านี้เราบ้าน้องบลายธ์สุดๆ ถ้าได้มาร้านนี้ในช่วงบ้ามากๆ คงได้หมดเงินกับของในร้านแน่ แต่ช่วงนี้เริ่มคลายๆไปแล้ว เลยไม่ได้ซื้ออะไรเลย ได้แต่ดู ชื่นชมความน่ารักของน้องๆทั้งหลายไว้เป็นที่ระลึกแล้วก็กลับ

จากนั้นก็เดินลัดเลาะซอกซอยดูร้านรวงไปเรื่อย แต่ไม่ได้ซื้ออะไร ส่วนใหญ่เป็นของมีแบรนด์ ราคาสูงกว่าย่าน Jiyugaoka ในความรู้สึกเรา Daikanyama เหมือนสาวสวยแอบไฮโซ ก็ดูดีไปอีกแบบ แต่ไม่ค่อยเหมาะกะเรา อิอิ เดินจนฟ้าเริ่มสลัวก็รีบบึ่งไปสถานีรถไฟ (ไม่วายได้กระเป๋าผ้าพิมพ์ลายแมวมาใบนึงจากร้านใกล้ๆสถานี)

นั่งรถไฟไปลง Shibuya พอเดินออกมาก็หลงทิศหลงทางกันทั้งคู่ ไม่รู้จะออกประตูไหนดี คนก็เยอะมากๆ สถานีก็ใหญ่มาก งงค่ะ สุดท้ายก็คลำทางไปออกประตูที่มีรูปปั้นน้องหมา Hachiko ได้ เดินข้ามถนนห้าแยกสุดวุ่นวายแห่ง Shibuya ไปก็ถ่ายรูปไป คนยั้วเยี้ยจริงๆ เดินดุ่มๆไปจนเจอ shop ของ DHC ก็ซื้อของไปนิดหน่อยเพราะราคาถูกกว่าไทยนิดเดียวเอง เดินไปอีกนิดก็เจอตึก BEAM เราเข้าไปดูร้าน Mandarake เป็นร้านที่มีทุกอย่างของคนชอบการ์ตูน แต่เรากลับไม่เจอของที่ต้องการแฮะ ผิดหวัง แถมโดนพี่แอนบ่นเพราะโมโหหิว เลยรีบไปหาไรกินก่อนจะโดนพี่กิน อุอุ

หลังจากเติมพลังในร้านข้าวแกงกะหรี่แล้วก็ไปเดินห้าง Tokyu Hands ต่อ ห้างนี้เป็นแหล่งรวมอุปกรณ์ D.I.Y ทุกสิ่งอย่าง แบ่งเป็นหมวดๆไปในแต่ละชั้น เดินได้ทั้งวันเพราะใหญ่เหลือเกิน แต่เราเมื่อยมากเพราะแบกรองเท้ามาด้วยเลยเดินดูของแบบทรมานหน่อยๆ ได้ของไปนิดเดียว แล้วก็ไปต่อที่ร้านหนังสือในห้าง Parco1 เดินจนห้างปิดก็รีบออกมา ก่อนกลับแวะร้าน Matsumoto Kiyoshi สอยเครื่องสำอางค์กันมานิดหน่อยแล้วก็นั่งรถไฟกลับโรงแรม

ถึงโรงแรมก็ห้าทุ่มละ ง่วงและก็เมื่อยสุดๆ แต่ต้องฝืนทนจัดกระเป๋า เพราะพรุ่งนี้ต้องเช็คเอาท์แล้ว ปวดหัวตุบๆ เลยไปอาบน้ำเผื่อจะหาย แต่ก็ไม่หาย เลยกัดฟันจัดของให้เสร็จๆแล้วนอนแผ่...

ข้อคิดของวันนี้ : ใครฝากซื้อของ อย่ารับฝากซื้อของหนัก (ได้ยินมั้ยคุณพี่สาว -_-")

 

 

 

 

 

 

 

 

21 กันยา 52 : Ueno - Asakusa - Ikebukuro - Odaiba - Ueno

มาเล่ากันต่อถึงวันที่2ของการเดินทาง  เราสองพี่น้องตั้งใจจะตื่นเช้าๆ แต่นาฬิกาดันไม่ร้องปลุกซะงั้น คือว่าแบตมือถือหมดอะนะ  ก็เลยตื่นสายไปเกือบชั่วโมงนึงแน่ะ อุอุ... ก็เลยต้องทำเวลากันหน่อย รีบแต่งตัว โซ้ยบะหมี่ถ้วยที่ซื้อมาจาก LAWSON (คล้ายเซเว่นบ้านเรา) อร่อยดี ที่สำคัญ "ประหยัด" หุหุ

วันนี้ตรงกับวันจันทร์ เราเลยคิดว่าตามแหล่งท่องเที่ยวน่าจะคนน้อยลงกว่าเมื่อวาน ว่าแล้วก็ไปที่แรกคือวัด Sensoji หรือที่คนไทยรู้จักดีในชื่อวัดอาซากุสะ (Asakusa) แบบว่าเรียกตามชื่อย่านที่วัดตั้งอยู่ล่ะมั้งนะ เรากับพี่แอนนั่งรถไฟสาย Ginza Line ไปแค่5นาทีก็ถึงสถานี Asakusa เพิ่งเดินออกจากสถานีได้ไม่เท่าไหร่ก็มีหนุ่มญี่ปุ่นซึ่งเป็นคนลากรถลากแบบโบราณ(ไว้นำเที่ยว)เดินมาทักทายเป็นภาษาอังกฤษ ประมาณว่าจะไปไหนกันขอรับ พอเราบอกว่าไปวัด Sensoji พี่แกก็บอกทางให้เสร็จสรรพเป็นภาษาอังกฤษอีกเหมือนกัน โฮ่ๆ ยังไม่ทันต้องการความช่วยเหลือ ก็มีคนมาช่วยเหลือเอง ดีเจงๆ  

เราสองคนเดินไปตามทางที่หนุ่มคนนั้นบอก มาเจอถนนนากามิเสะ (Nakamise Dori) ซึ่งเป็นถนนสายช็อปปิ้งของพื้นเมืองแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม มีตั้งแต่แมวกวัก เครื่องรางนำโชคทั้งหลาย กิโมโน ยูกาตะ กระเป๋า พัด ขนมอร่อยๆ โอ๊ย เยอะมากเลย ดูไม่ทั่วหรอก ต้องเดินทั้งวันล่ะมั้ง อุอุ พอเห็นผู้คนบนถนนก็แอบงงว่าทำไมคนเยอะกว่าที่คิด หรือว่านี่เป็นวันหยุดอะไรของเขา?? เก็บความสงสัยไว้ก่อน ตอนนี้เราต้องเที่ยวจ้ะ

เริ่มเดินถนนนากามิเสะจากทางประตูคามินาริมง(Kaminarimon Gate) จุดนี้เป็นไฮไลท์ที่คนมาถ่ายรูปเยอะมาก เพราะโคมแดงใหญ่ยักษ์ที่แขวนอยู่ตรงประตูนี่แหละ มันคงดูญี่ปุ๊น...ญี่ปุ่นดีล่ะมั้งเลยชอบถ่ายกันนัก เราก็ยังถ่ายอีก แม้จะเป็นรอบที่3แล้วก็ตาม มาทีไรก็ต้องถ่ายทุกรอบ อุอุ

เป้าหมายต่อไปคือตามหาร้านขนมมันจูทอดที่แสนโด่งดังให้เจอ คือมาทีไรไม่เคยได้ชิมสักที เหตุเพราะมากับทัวร์แล้วต้องรีบๆเดิน ไม่มีเวลามาหาของกินเท่าไหร่ คราวนี้เลยต้องชิมให้ได้ ขนาดเจ้าชายญี่ปุ่นยังเสด็จมาชิมถึงร้าน แสดงว่าร้านนี้เจ๋งจริง

เดินจนเกือบสุดถนน ด้านหน้าเราคือวัด Sensoji ก็จะเห็นร้านขนมมันจูอยู่ทางขวาของเรา ร้านเขาชื่อว่าร้านโคโคะโนะเอะ (อันนี้รู้มาจากหนังสือ ป้ายร้านเขาเป็นภาษาญี่ปุ่น เราอ่านไม่ออกหรอก) สังเกตง่ายๆคือจะมีรูปเจ้าชายที่เสด็จมาชิม แขวนไว้ในร้านด้วย ตอนเราไปซื้อน่ะคนยังไม่เยอะ แต่พอเราซื้อเสร็จ คนต่อคิวกันยาวเลย โชคดีจริง

ขนมมันจูทอด หรือ อะเกะมันจู รสชาติคล้ายซาลาเปาทอดที่ขายคู่กะปาท่องโก๋ แต่อร่อยกว่ามาก กรอบนอกนุ่มใน มีไส้ให้เลือกหลายไส้ แต่เรากะพี่แอนซื้อมา 2 ไส้ คือมันหวานกับชาเขียว ส่วนตัวคิดว่าชอบไส้ชาเขียวมากกว่านะ แต่ยังไงก็อร่อยมากทั้งสองอัน อิอิ

ได้ชิมมันจูสมความตั้งใจแล้ว ก็ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมกันดีกว่า แต่ระหว่างทางมีลุงชาวญี่ปุ่นคนนึงเข้ามาทัก มาอาสาถ่ายรูปคู่ให้เรากะพี่แอนด้วย ก็งงๆแต่ก็ให้แกถ่ายให้ แม้ในใจแอบหวั่นว่าแกจะเอากล้องเราไปมั้ยหว่า สุดท้ายก็เรียบร้อยดี แอบมีขอเชคแฮนด์เราด้วย สรุปว่าจิตเราคิดอกุศลไปเอง อุอุ นี่ไงรูปผลงานของลุงคนนั้น

เราเข้าไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม อธิษฐานขอให้ท่านคุ้มครองให้พวกเราเดินทางปลอดภัย และได้กลับมาเที่ยวญี่ปุ่นอีกหลายๆรอบ(ไม่ค่อยจะโลภเลยเรา) แต่เขาว่ากันว่าใครได้มาไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่วัดนี้ จะได้กลับมาโตเกียวอีก ซึ่งเราก็มาวัดนี้ทุกครั้งที่ได้มาญี่ปุ่น แล้วเราก็มีเหตุให้ได้มาโตเกียวอีกทุกที ไม่รู้คราวหน้าจะเป็นไง ถ้าได้มาอีกก็ดีน้า อิอิ

อ้อ เราลองเสี่ยงเซียมซีดู จับได้ใบไม่ดีซะด้วยเลยผูกทิ้งไว้ที่วัด(เป็นธรรมเนียมของเขา ถ้าได้ใบดีถึงจะเอากลับไปด้วย) จะบอกว่ามาทีไร ก็ได้ใบไม่ดีตลอดอะ 5 5 ส่วนพี่แอนได้แบบครึ่งดีครึ่งร้าย เลยผูกไว้ที่วัดเหมือนกัน...

จากนั้นก็ช็อปปิ้งเครื่องรางกันสนุก ส่วนใหญ่พี่แอนจะซื้อมากกว่า เพราะเพื่อนเขาฝากซื้อมา เราไม่ค่อยได้อะไรนอกจากกระเป๋าผ้าพับได้ ลายสวยดีแบบผ้าญี่ปุ่น แบบว่าสนใจของกินมากกว่า ร้านต่อไปที่ต้องไปชิมคือร้านไอติมโคน ที่เขาเรียกว่า Soft Cream เห็นว่ามีร้านนึงขาย Soft Cream ตั้ง33รสแน่ะ หลังจากเดินหากันจนถอดใจ ก็มาเจอเข้าจนได้ ร้านอยู่หน้าวัดนั่นแหละ ถ้าเราหันหลังให้วัด มองไปข้างหน้า เฉียงไปทางซ้ายจะเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆ ร้านไอติมจะอยู่ข้างพระพุทธรูปเลย


ร้านนี้แหละ อย่าลืมไปลองกินกันนะคะ


รสเมล่อนอร่อยมาก หอมหวานสุดๆ

กินขนมแล้วก็ต้องหาข้าวกิน เพราะได้เวลาหม่ำข้าวกลางวันแล้วตอนนี้ เป้าหมายของเราก็คือร้านเทมปุระในตำนาน!! ร้าน AOI Marushin ที่เขา(เขานี่ใคร?)บอกมาว่ากุ้งเทมปุระอร่อยสุดๆจริงๆ คอเทมปุระอย่างเรามีหรือจะพลาด ว่าแล้วก็เดินหาร้าน AOI แต่หายังไงก็ไม่เจอ จนต้องไปถามทางคุณลุงคนขนของคนหนึ่ง แกก็พยายามบอกทาง(เป็นภาษาญี่ปุ่น-_-") พวกเราก็ยังทำหน้าเอ๋อๆอยู่ ลุงแกเห็นว่าถ้าปล่อยให้เดินไปเองคงหาไม่เจอแหง เลยกวักมือให้เดินตามแกมาเลยละกัน โอ้โห...บริการทุกระดับ ประทับใจหลายยยย

พอมาถึงร้านก็พบเฮียสุดหล่อ คาดว่าเป็นเจ้าของร้าน ไม่ก็ผู้จัดการร้าน เพราะท่าทางดูดี คอยจัดคิวลูกค้า เราสองคนนั่งรอคิวอยู่ในหมู่คนญี่ปุ่นทั้งนั้น เห็นเขาอ่านเมนูรอก็อยากอ่านบ้าง แต่มันเป็นภาษาญี่ปุ่น จะรู้เรื่องมั้ยเนี่ยยย... นั่งรอจนหิวแล้วหิวอีกก็ถึงคิวสักที ได้ที่นั่งบนชั้นสอง ดีใจที่เขาเอาเมนูภาษาอังกฤษมาให้ เลยสั่งกุ้งเทมปุระ กับผักมาลองชิม พอเขาเอามาเสิร์ฟ... โอ้แม่เจ้า!! นี่กุ้งเรอะ ทำไมมันใหญ่อลังการได้ขนาดนี้!!

กินกันแบบอิ่มเลยอะ ไม่ต้องสั่งอย่างอื่นอีกเลย สะใจกับกุ้งมากๆ ไม่เคยกินกุ้งที่สดและเนื้อแน่นขนาดนี้มาก่อน คุ้มแล้วกับการมาโตเกียวครั้งนี้ เอิกๆ อร่อยจนลืมเทมปุระที่เคยกินที่เมืองไทยไปเลย

ลาจาก Asakusa มาแบบมีความสุข ไปต่อกันที่ย่าน Ikebukuro ซึ่งตั้งใจจะไปทำภารกิจเพื่อนักเขียนการ์ตูนไทยให้รุ่งเรือง อิอิ ก็ไปหาซื้อสกรีนโทนมาตกแต่งต้นฉบับให้สวยงามไงล่ะ ร้านที่จะไปชื่อ Sekaido อยู่ที่ห้าง Parco สาขา Ikebukuro ร้านนี้เป็นร้านเครื่องเขียนที่มีทุกอย่างที่นักเขียนการ์ตูนอย่างเราต้องการ เราสิงอยู่ในร้านเป็นชั่วโมง นั่งคุ้ยหาลายสกรีนโทนที่มีเยอะมากซะจนตาลาย ได้มา 19 ลาย พร้อมหมึก Pilot ขวดใหญ่เหมือนขวดซีอิ๊วอีก1ขวด พี่ที่ทำงานเขาฝากซื้อ และอื่นๆอีกเล็กน้อย ดีใจมากที่เขาลดราคาของในร้าน20% ถ้าเราทำบัตรสมาชิกคงได้ลดอีก แต่ไม่แน่ใจว่าจะมาที่นี่อีกเมื่อไหร่น่ะสิเลยยังไม่ทำ...

จากนั้นก็ไปหาตึกร้าน Animate ที่เขาว่ามีของเกี่ยวกับอนิเมทุกอย่าง เรากะจะไปหาของเกี่ยวกับน้องแมวจี้ (Chi's Sweet Home) เดินออกจากห้าง parco ก็งงแล้ว ตึกเยอะ ถนนแยะ ถามสาวห้างก็บอกทางแบบไม่เคลียร์ จนไปเจอหนุ่มเซลแมนคนนึงช่วยบอกทางให้ ค่อยเก็ทขึ้นมาหน่อย หนุ่มคนนี้แปลกดีตรงที่เสียงเวลาพูดขายของ(ภาษาญี่ปุ่น)จะฟังดูบ้านๆมาก แต่พอพูดอังกฤษบอกทางเรา เสียงพี่แกหล่อขึ้นมาทันที แถมสำเนียงดีมากด้วย โฮะๆ นึกไม่ถึงเลยนะนี่

แต่สุดท้ายก็หลงทางอีก จนต้องไปถามพี่ตำรวจ2นายที่เดินมาพอดี พี่แกทำหน้างงๆตอนเราถาม พอส่งรูปตึกให้ดู พี่แกถึงร้องว่า "โอ้... อนิเมโตะๆ" แล้วก็บอกให้เราตามมา มีการถามว่าเป็นคนญี่ปุ่นรึเปล่า(เอ่อ ถ้าใช่คงพูดญี่ปุ่นไปแล้วแหละ) ตอนเดินตามตำรวจ เหมือนเราถูกจับเลย  พี่ตำรวจเดินเร็วมาก พาเรามาถึงร้านจนได้ ขอบคุณมากๆนะคะ บริการประชาชนได้ดีจริงๆ

มาถึงร้าน Animate พบว่าไม่มีของที่เราตามหาเลย แงๆๆๆ ผิดหวังๆ แต่ยังดีที่มีตุ๊กตาแมวจี้ ซึ่งขายคู่กับ DVD การ์ตูนให้เราสอยกลับมาด้วยหนึ่งกล่อง ราคาแพงจนต้องยืนทำใจอยู่นาน สุดท้ายก็ยอมซื้อเพราะกลัวหาไม่ได้จากที่อื่น ความจริงกะจะไป Mandarake ด้วยแต่ไม่มีเวลา เพราะต้องไปย่าน Odaiba ต่ออีก ก็เลยบายๆแค่นี้ก่อน (Mandarake แปลว่า เต็มไปด้วยการ์ตูน เป็นชื่อร้านขายของเกี่ยวกะการ์ตูนเหมือนกัน)

Odaiba เป็นย่านเมืองใหม่ที่สร้างจากการเอาขยะมาถมทะเลจนกลายเป็นแผ่นดินใหม่ การจะไป Odaiba ต้องนั่งรถไฟข้ามสะพานสายรุ้ง หรือที่เรียกกันว่า Rainbow Bridge เรานั่งรถไฟสาย Yurikamome ข้ามสะพานสายรุ้ง ขอบอกว่าวิวยามค่ำนี่สวยได้ใจ ถ้าให้ดีต้องขึ้นโบกี้แรกที่อยู่หน้าสุด เวลารถไฟวิ่งเราจะเห็นวิวด้านหน้าสวยมากๆ เหมือนนั่งรถไฟเหาะน่ะ

ถึง Odaiba ก็เดินถ่ายรูปสะพานสายรุ้งกับเทพีเสรีภาพกัน แต่เพราะไม่มีขาตั้งกล้องก็เลยถ่ายไม่สวยเท่าไหร่ เบลอตลอด แต่บรรยากาศดีมาก อากาศก็เย็นๆ มีดนตรีเล่นคลอ คู่รักเดินจูงมือกัน ...ส่วนเราเหรอ...เดินจูงมือพี่สาวแล้วเราก็แอบแหวะกันเอง ฮ่าๆ ^^"


ถ่ายตอนเดินทางกลับโรงแรมจ้า

จบทริปวันนี้ด้วยการหม่ำทาโกยากิในห้าง Aqua City เดินเล่นซื้อขนมของฝาก แล้วก็กลับโรงแรม (ตอนนั่งรถไฟขากลับ ได้ขึ้นโบกี้หน้าสุดด้วยล่ะ สนุกดี

ข้อคิดของวันนี้ : ถ้าไม่แน่ใจว่าเดินถูกทางไหม ให้รีบถามทางเลย อย่าเดินมั่วเอง เดี๋ยวจะหลงไกลกว่าเดิมแล้วจะเสียเวลาเที่ยวไปเปล่าๆจ้า (คนญี่ปุ่นยินดีช่วยเหลือเราอยู่แล้ว)

 

 

 

edit @ 5 Oct 2009 18:57:50 by ** All About aRt **