เที่ยว(โตเกียว)ไม่ง้อทัวร์ ตอนที่ 3
posted on 10 Oct 2009 15:36 by helloart in EverydayLife22 กันยา 52 : Ueno - Jiyugaoka - Daikanyama - Shibuya - Ueno
เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ และแล้วก็เดินทางมาถึงวันที่สามแล้ว
เช้านี้รีบตื่นไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ Ueno ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม เดินไปแป๊บเดียวก็ถึง เรากะพี่แอนออกจากที่พักมาก็เดินเล่นชิลๆกันละแวกตลาดอาเมะโยโกะซึ่งร้านค้ายังไม่เปิด ได้ความสงบดี ไม่พลุกพล่านแบบตอนกลางวัน

ถ่ายกะโรงแรม ก่อนออกไปเดินเที่ยว ^^ (โรงแรมเขากำลังปรับปรุงใหม่ เลยรกเล็กน้อย)

สถานีรถไฟหน้าสวนสาธารณะ Ueno
พอเดินมาถึงสวนแล้วก็งงๆกันนิดหน่อยว่าจะเดินไปทางไหนก่อนดี เพราะสวนนี้กว้างมาก ถ้าเป็นช่วงดอกซากุระบานล่ะก็ที่นี่จะคนแน่นมาก เรามาดูซากุระที่นี่เมื่อปลายเดือนมีนา เห็นแต่หัวคนเดินกันแน่นสวน ต้นไม้เป็นสีชมพูไปหมดเลย สวยจริงๆ ตอนนี้กลายเป็นใบสีเขียวธรรมดา แต่ก็ให้ความรู้สึกสงบๆดี คนก็น้อยด้วย มาสองครั้ง ความรู้สึกต่างกันเลยนะเนี่ย
เดินไปสักพักก็เจอศาลเจ้า ชื่อว่า Kiyomizu Kannon-dō เป็นศาลเจ้าเล็กๆ เงียบๆ มีเครื่องรางน่ารักๆขายด้วย เราไปไหว้พระกันแล้วก็เดินต่อไปเรื่อยๆแบบเจอออะไรก็ดู เห็นสนามเบสบอลมีเด็กๆมาซ้อมกันเหมือนในการ์ตูนญี่ปุ่นเลย น่ารักดีๆ
เริ่มสาย คนก็เริ่มเดินเข้ามากัน เรากับพี่แอนสรุปกันเองได้ว่าวันนี้ก็เป็นวันหยุดอีกวันของคนญี่ปุ่นแน่ๆ วันอังคารแท้ๆ แต่ทำไมมีลูกเด็กเล็กแดง พ่อแม่ วัยรุ่นมาเดินกันเยอะกว่าที่ควรจะเป็น นี่เรามาเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวของเขาแน่ๆ เฮ้อ...ถ้าพรุ่งนี้หยุดอีก เราก็คงไม่ได้บรรยากาศของวันทำงานที่คนแน่นรถไฟสินะ อุอุ ช่างเหอะ ก็ดีไปอีกแบบ เดินทางสะดวกดี ไม่ต้องหนีช่วงเวลาเร่งด่วน
กลุ่มคนส่วนใหญ่เดินไปทาง National Museum of Western Art ต่อคิวรอพิพิธภัณฑ์เปิดกันแถวยาวเหยียด ตอนนี้กำลังจัดแสดงนิทรรศการอะไรสักอย่าง(อ่านไม่ออก) ดูจากรูปแล้วเหมือนการแสดงงานศิลปะของยุโรปอะไรแบบนี้ น่าสนใจดี แต่ดูจากคิวแล้วคงไม่ดูล่ะ ต้องไปอีกหลายที่
น่าชื่นชมคนญี่ปุ่นตรงที่เขามีพิพิธภัณฑ์ดีๆเยอะ คนญี่ปุ่นเองก็ให้ความสนใจ ใฝ่รู้ เมืองไทยน่าจะมีมั่ง จะได้ไม่ต้องไปแต่ห้าง
ถัดไปไม่ไกลก็เป็น National Museum of Nature & Science ที่นี่ว่าจะมาดูวันพรุ่งนี้ วันนี้เลยได้แต่ดูด้านนอกไปก่อน เราเดินเล่นกันอีกแป๊บนึงก็ได้เวลาไปขึ้นรถไฟไปเที่ยวที่อื่นต่อ

รูปปั้นท่าน Takamori Saigo ที่ว่าเป็น The Last Samurai น่ะ
ระหว่างทางเดินไปสถานีรถไฟ พี่แอนเกิดอยากกินกล้วยหอมชุบช็อคโกแลตขึ้นมา เธอเลยเดินไปอุดหนุนมาไม้นึง เราเห็นว่าน่ากินดีเลยถ่ายรูปมาให้ดู รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นจะชอบกินกล้วยหอมมากๆ ถ้ามาเมืองไทยคงกรี๊ดในความถูกของกล้วยบ้านเราแน่ๆ
สถานีต่อไปที่เราจะไปลงกันคือ Jiyugaoka
ย่านเล็กๆแต่น่ารัก เหมาะสำหรับคนรักความชิล ^^ เรานั่งรถไฟไปลง Shibuya แล้วต่อรถไฟสาย Tokyu Toyoko ไปแป๊บเดียวก็ถึง Jiyugaoka สำหรับใครที่จะนั่งรถไฟสาย Tokyu Toyoko อย่าลืมดูก่อนว่ารถขบวนที่มาจอดนั้นเป็นแบบ Local, Express หรือ Limited Express เพราะแต่ละแบบจะแวะจอดสถานีไม่เท่ากัน อย่าง Local จะจอดทุกสถานี ถ้าเป็น Express(ที่เรานั่ง) จะเร็วกว่า Local เพราะจอดป้ายน้อยกว่า ส่วน Limited Express ก็จะเร็วสุด จอดเฉพาะสถานีสำคัญๆ ยังไงก็ดูให้ดีก่อนขึ้นรถนะ
เรากับพี่แอนออกมาจากสถานีรถไฟ Jiyugaoka ปุ๊บก็เดินไปศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว ที่นี่มีแผนที่ โปสการ์ดน่ารักๆ ขายด้วย แต่เราไม่ได้ซื้อหรอก แค่เข้าไปถามทาง พี่แอนอยากไปกินข้าวที่ร้าน Cafe One ตามที่หนังสือแนะนำ เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ฯก็เขียนแผนที่ให้เดินตาม เราสองคนเดินหาไม่นานก็เจอร้าน Cafe One เกือบมองไม่เห็นร้าน เพราะทางเข้าร้านอยู่ในซอกหลืบ ต้องขึ้นบันไดไปชั้นสอง ถึงจะเห็นประตูร้าน แต่ว่าตอนเราไปถึงเนี่ยร้านยังไม่เปิด เขาเปิดเที่ยง นี่เพิ่ง 11 โมงกว่า ก็เลยเดินเตร็ดเตร่รอไปก่อน
ชั้นล่างของร้าน Cafe One มีร้านเสื้อผ้า รองเท้า ที่ราคาไม่แพงอยู่ด้วย เราไปปิ๊งเข้ากับรองเท้าบูทสีน้ำตาลเข้ม มีเฟอร์ตรงขอบด้วยสวยเชียว เห็นมันวางลดราคาอยู่หน้าร้าน แต่เล็งไว้ก่อนเพราะกะว่ากินข้าวก่อนค่อยมาซื้อก็ได้ เดินๆไปถึงแยกทางรถไฟก็เจอโซนร้านกิ๊บเก๋ชื่อว่า Trainchi ส่วนใหญ่เป็นของแต่งบ้านและของดีไซน์น่ารักๆ สาวๆที่ชอบของแต่งบ้านคงต้องเดินดูนานหน่อยเพราะของเขาน่ารักน่าดูไปหมดเลยจริงๆ

ทางเข้าร้านต่างๆใน Trainchi
มีอยู่ร้านนึงที่ชอบมากๆใน Trainchi ชื่อร้าน Karel Capek เป็นร้านขายชาและขนมกินกับน้ำชา ใครที่ชอบดื่มชาคงรักร้านนี้ นอกจากชาหอมๆแล้วยังมีของใช้ที่พิมพ์ลายการ์ตูนน่ารักๆด้วย เราชอบภาพประกอบที่เขาออกแบบตกแต่งร้าน แพ็คเกจต่างๆ น่ารักดี เดินเข้าร้านไปเขาจะแจกชาให้ดื่มฟรีคนละถ้วยเล็กๆ อร่อยดี เราลองดมกลิ่นชาที่ร้านอยู่หลายกลิ่น สุดท้ายก็ชอบกลิ่นของชาเอิร์ลเกรย์ที่สุด

หน้าร้านชา Karel Capek ^_^
ชิลๆกันไปจนเที่ยงก็เดินกลับไปร้าน Cafe One หวังจะได้หม่ำข้าวกันซะที แต่พอเดินเข้าไป เจ้าของร้านหนุ่มมาดเซอร์บอกว่า Lunch Set จะเริ่มตอนเที่ยงครึ่ง ซึ่งต้องรออีกครึ่งชั่วโมงแน่ะ เราสองคนเลยต้องเดินลงมาเตร่รอต่อไปอีก...คราวนี้เดินไปไกลขึ้น ดูร้านรวงเล็กๆตามตรอกซอกซอย แวะร้านหนังสือ Book Off ที่ขายหนังสือมือสอง เราได้หนังสือการ์ตูนเด็กมา 2 เล่ม ราคาถูกมากๆ แล้วก็เดินดูร้านขายของน่ารักๆ ของดีไซน์เก๋อย่างร้าน Idee Shop และ Cibone ร้านขายกล้องทอยชื่อ Popeye Camera และอีกหลายร้านเล็กๆ สรุปว่าของจุ๊กจิ๊กเยอะดี คนไม่พลุกพล่านแม้จะเป็นวันหยุด ผิดกับย่านอื่นที่คนแน่นจนเวียนหัว
เดินเพลินจนบ่ายโมง เพิ่งนึกได้ว่าต้องไปกินข้าว กลับไปที่ร้าน Cafe One คราวนี้พี่แกส่งภาษามือบอกว่า "ที่เต็ม ต้องขอโทษด้วยจริงๆ" เราสองคนเซ็งเล็กๆ อุตส่าห์มาหลายรอบแล้วก็ไม่ได้กินอยู่ดี เฮ้อ...
เดินลงมาแบบหิวๆ เห็นร้านรองเท้าบูทที่ดูเอาไว้ก็เข้าไปลองใส่ แต่ใส่ไม่ได้อะ ถ้าหลวมกว่านี้อีกนิดนึงจะโอเคมากๆเลย เสียดายจริงๆ
พี่แอนเริ่มโมโหหิวนิดหน่อย บอกว่าไม่กินแล้วข้าวน่ะ ไปกินขนมกับน้ำชาที่ร้าน Kosourn แทนก็ได้ ร้านนี้ก็อ่านเจอจากหนังสืออีกเช่นเคย เดินหาไม่ยากมากเพราะถามทางไว้แล้ว เป็นร้านที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบสงบจริงๆ ต้นไม้เยอะร่มรื่น สไตล์สวนญี่ปุ่น ให้บรรยากาศบ้านเก่าโบราณแบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น ตอนที่พวกเราเข้าไปก็มีลูกค้านั่งกันอยู่เกือบเต็มแล้ว โชคดีที่ยังเหลือที่ริมหน้าต่างไว้ให้โต๊ะนึง เลยได้นั่งกินขนมและชมวิวได้อย่างสบายอารมณ์
อ้อ ร้านนี้ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ ต้องดูตามรูปในเมนูแล้วเดาเอาเองว่ามันคืออะไร พี่แอนสั่งขนมที่เหมือนผลไม้ผสมกับวุ้น เยลลี่ ถั่วแดง กินกับน้ำเชื่อม ของเราเป็นขนมเปี๊ยะกับชาเขียวถ้วยเบ้อเริ่ม ชารสออกเค็มๆ ไม่อิ่มเลย อุอุ

บรรยากาศร้าน Kosourn
พอออกจากร้านนี้ก็ได้เวลาจากลา Jiyugaoka สักที สำหรับเราแล้วรู้สึกชอบย่านนี้มากเชียวล่ะ เพราะว่ามีบรรยากาศแบบสบายๆชิลๆ เหมาะกับคนชอบชิลอย่างเราที่สุด คนที่มาเดินที่นี่ก็เป็นคนแนวเดียวกัน การแต่งตัวสบายๆเหมือนๆกัน อารมณ์ประมาณออกมาเดินเล่นกินลมชมร้านเล็กๆกุ๊กกิ๊กๆ ราคาของก็ไม่ได้แพงมาก พอซื้อไหว เรากับพี่แอนลงความเห็นว่า Jiyugaoka เหมือนเด็กสาวไร้เดียงสา ส่วนย่านต่อไปคือ Daikanyama จะเหมือนอะไรเดี๋ยวมาบอก อิอิ
นั่งรถไฟย้อนมาสถานี Daikanyama ที่แรกที่ไปก็คือร้านรองเท้าชื่อดัง Onitsuka Tiger เราไม่ได้คิดจะซื้อหรอก แต่มีคนฝากพี่แอนซื้อ ซึ่งพี่แอนก็อุตส่าห์ซื้อไปให้จริงๆตั้งสองคู่ (คนฝากก็ช่างกล้านะ
) เราสองคนเลยเดินหอบรองเท้าคนละถุง เดินไปถึงร้าน Junie Moon ร้านขายน้องบลายธ์เจ้าดังแห่งญี่ปุ่นน่ะแหละ ก่อนหน้านี้เราบ้าน้องบลายธ์สุดๆ ถ้าได้มาร้านนี้ในช่วงบ้ามากๆ คงได้หมดเงินกับของในร้านแน่ แต่ช่วงนี้เริ่มคลายๆไปแล้ว เลยไม่ได้ซื้ออะไรเลย ได้แต่ดู ชื่นชมความน่ารักของน้องๆทั้งหลายไว้เป็นที่ระลึกแล้วก็กลับ
จากนั้นก็เดินลัดเลาะซอกซอยดูร้านรวงไปเรื่อย แต่ไม่ได้ซื้ออะไร ส่วนใหญ่เป็นของมีแบรนด์ ราคาสูงกว่าย่าน Jiyugaoka ในความรู้สึกเรา Daikanyama เหมือนสาวสวยแอบไฮโซ ก็ดูดีไปอีกแบบ แต่ไม่ค่อยเหมาะกะเรา อิอิ เดินจนฟ้าเริ่มสลัวก็รีบบึ่งไปสถานีรถไฟ (ไม่วายได้กระเป๋าผ้าพิมพ์ลายแมวมาใบนึงจากร้านใกล้ๆสถานี)
นั่งรถไฟไปลง Shibuya พอเดินออกมาก็หลงทิศหลงทางกันทั้งคู่ ไม่รู้จะออกประตูไหนดี คนก็เยอะมากๆ สถานีก็ใหญ่มาก งงค่ะ สุดท้ายก็คลำทางไปออกประตูที่มีรูปปั้นน้องหมา Hachiko ได้ เดินข้ามถนนห้าแยกสุดวุ่นวายแห่ง Shibuya ไปก็ถ่ายรูปไป คนยั้วเยี้ยจริงๆ เดินดุ่มๆไปจนเจอ shop ของ DHC ก็ซื้อของไปนิดหน่อยเพราะราคาถูกกว่าไทยนิดเดียวเอง เดินไปอีกนิดก็เจอตึก BEAM เราเข้าไปดูร้าน Mandarake เป็นร้านที่มีทุกอย่างของคนชอบการ์ตูน แต่เรากลับไม่เจอของที่ต้องการแฮะ ผิดหวัง แถมโดนพี่แอนบ่นเพราะโมโหหิว เลยรีบไปหาไรกินก่อนจะโดนพี่กิน อุอุ
หลังจากเติมพลังในร้านข้าวแกงกะหรี่แล้วก็ไปเดินห้าง Tokyu Hands ต่อ ห้างนี้เป็นแหล่งรวมอุปกรณ์ D.I.Y ทุกสิ่งอย่าง แบ่งเป็นหมวดๆไปในแต่ละชั้น เดินได้ทั้งวันเพราะใหญ่เหลือเกิน แต่เราเมื่อยมากเพราะแบกรองเท้ามาด้วยเลยเดินดูของแบบทรมานหน่อยๆ ได้ของไปนิดเดียว แล้วก็ไปต่อที่ร้านหนังสือในห้าง Parco1 เดินจนห้างปิดก็รีบออกมา ก่อนกลับแวะร้าน Matsumoto Kiyoshi สอยเครื่องสำอางค์กันมานิดหน่อยแล้วก็นั่งรถไฟกลับโรงแรม
ถึงโรงแรมก็ห้าทุ่มละ ง่วงและก็เมื่อยสุดๆ แต่ต้องฝืนทนจัดกระเป๋า เพราะพรุ่งนี้ต้องเช็คเอาท์แล้ว ปวดหัวตุบๆ เลยไปอาบน้ำเผื่อจะหาย แต่ก็ไม่หาย เลยกัดฟันจัดของให้เสร็จๆแล้วนอนแผ่...
ข้อคิดของวันนี้ : ใครฝากซื้อของ อย่ารับฝากซื้อของหนัก (ได้ยินมั้ยคุณพี่สาว -_-")


