เที่ยว(โตเกียว)ไม่ง้อทัวร์ ตอนที่ 2
posted on 05 Oct 2009 14:36 by helloart in EverydayLife21 กันยา 52 : Ueno - Asakusa - Ikebukuro - Odaiba - Ueno
มาเล่ากันต่อถึงวันที่2ของการเดินทาง
เราสองพี่น้องตั้งใจจะตื่นเช้าๆ แต่นาฬิกาดันไม่ร้องปลุกซะงั้น คือว่าแบตมือถือหมดอะนะ
ก็เลยตื่นสายไปเกือบชั่วโมงนึงแน่ะ อุอุ... ก็เลยต้องทำเวลากันหน่อย รีบแต่งตัว โซ้ยบะหมี่ถ้วยที่ซื้อมาจาก LAWSON (คล้ายเซเว่นบ้านเรา) อร่อยดี ที่สำคัญ "ประหยัด" หุหุ
วันนี้ตรงกับวันจันทร์ เราเลยคิดว่าตามแหล่งท่องเที่ยวน่าจะคนน้อยลงกว่าเมื่อวาน ว่าแล้วก็ไปที่แรกคือวัด Sensoji หรือที่คนไทยรู้จักดีในชื่อวัดอาซากุสะ (Asakusa) แบบว่าเรียกตามชื่อย่านที่วัดตั้งอยู่ล่ะมั้งนะ เรากับพี่แอนนั่งรถไฟสาย Ginza Line ไปแค่5นาทีก็ถึงสถานี Asakusa เพิ่งเดินออกจากสถานีได้ไม่เท่าไหร่ก็มีหนุ่มญี่ปุ่นซึ่งเป็นคนลากรถลากแบบโบราณ(ไว้นำเที่ยว)เดินมาทักทายเป็นภาษาอังกฤษ ประมาณว่าจะไปไหนกันขอรับ พอเราบอกว่าไปวัด Sensoji พี่แกก็บอกทางให้เสร็จสรรพเป็นภาษาอังกฤษอีกเหมือนกัน โฮ่ๆ ยังไม่ทันต้องการความช่วยเหลือ ก็มีคนมาช่วยเหลือเอง ดีเจงๆ
เราสองคนเดินไปตามทางที่หนุ่มคนนั้นบอก มาเจอถนนนากามิเสะ (Nakamise Dori) ซึ่งเป็นถนนสายช็อปปิ้งของพื้นเมืองแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม มีตั้งแต่แมวกวัก เครื่องรางนำโชคทั้งหลาย กิโมโน ยูกาตะ กระเป๋า พัด ขนมอร่อยๆ โอ๊ย เยอะมากเลย ดูไม่ทั่วหรอก ต้องเดินทั้งวันล่ะมั้ง อุอุ พอเห็นผู้คนบนถนนก็แอบงงว่าทำไมคนเยอะกว่าที่คิด หรือว่านี่เป็นวันหยุดอะไรของเขา?? เก็บความสงสัยไว้ก่อน ตอนนี้เราต้องเที่ยวจ้ะ
เริ่มเดินถนนนากามิเสะจากทางประตูคามินาริมง(Kaminarimon Gate) จุดนี้เป็นไฮไลท์ที่คนมาถ่ายรูปเยอะมาก เพราะโคมแดงใหญ่ยักษ์ที่แขวนอยู่ตรงประตูนี่แหละ มันคงดูญี่ปุ๊น...ญี่ปุ่นดีล่ะมั้งเลยชอบถ่ายกันนัก เราก็ยังถ่ายอีก แม้จะเป็นรอบที่3แล้วก็ตาม มาทีไรก็ต้องถ่ายทุกรอบ อุอุ
เป้าหมายต่อไปคือตามหาร้านขนมมันจูทอดที่แสนโด่งดังให้เจอ คือมาทีไรไม่เคยได้ชิมสักที เหตุเพราะมากับทัวร์แล้วต้องรีบๆเดิน ไม่มีเวลามาหาของกินเท่าไหร่ คราวนี้เลยต้องชิมให้ได้ ขนาดเจ้าชายญี่ปุ่นยังเสด็จมาชิมถึงร้าน แสดงว่าร้านนี้เจ๋งจริง
เดินจนเกือบสุดถนน ด้านหน้าเราคือวัด Sensoji ก็จะเห็นร้านขนมมันจูอยู่ทางขวาของเรา ร้านเขาชื่อว่าร้านโคโคะโนะเอะ (อันนี้รู้มาจากหนังสือ ป้ายร้านเขาเป็นภาษาญี่ปุ่น เราอ่านไม่ออกหรอก) สังเกตง่ายๆคือจะมีรูปเจ้าชายที่เสด็จมาชิม แขวนไว้ในร้านด้วย ตอนเราไปซื้อน่ะคนยังไม่เยอะ แต่พอเราซื้อเสร็จ คนต่อคิวกันยาวเลย โชคดีจริง
ขนมมันจูทอด หรือ อะเกะมันจู รสชาติคล้ายซาลาเปาทอดที่ขายคู่กะปาท่องโก๋ แต่อร่อยกว่ามาก กรอบนอกนุ่มใน มีไส้ให้เลือกหลายไส้ แต่เรากะพี่แอนซื้อมา 2 ไส้ คือมันหวานกับชาเขียว ส่วนตัวคิดว่าชอบไส้ชาเขียวมากกว่านะ แต่ยังไงก็อร่อยมากทั้งสองอัน อิอิ
ได้ชิมมันจูสมความตั้งใจแล้ว ก็ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมกันดีกว่า แต่ระหว่างทางมีลุงชาวญี่ปุ่นคนนึงเข้ามาทัก มาอาสาถ่ายรูปคู่ให้เรากะพี่แอนด้วย ก็งงๆแต่ก็ให้แกถ่ายให้ แม้ในใจแอบหวั่นว่าแกจะเอากล้องเราไปมั้ยหว่า สุดท้ายก็เรียบร้อยดี แอบมีขอเชคแฮนด์เราด้วย สรุปว่าจิตเราคิดอกุศลไปเอง อุอุ นี่ไงรูปผลงานของลุงคนนั้น
เราเข้าไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม อธิษฐานขอให้ท่านคุ้มครองให้พวกเราเดินทางปลอดภัย และได้กลับมาเที่ยวญี่ปุ่นอีกหลายๆรอบ(ไม่ค่อยจะโลภเลยเรา) แต่เขาว่ากันว่าใครได้มาไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่วัดนี้ จะได้กลับมาโตเกียวอีก ซึ่งเราก็มาวัดนี้ทุกครั้งที่ได้มาญี่ปุ่น แล้วเราก็มีเหตุให้ได้มาโตเกียวอีกทุกที ไม่รู้คราวหน้าจะเป็นไง ถ้าได้มาอีกก็ดีน้า อิอิ
อ้อ เราลองเสี่ยงเซียมซีดู จับได้ใบไม่ดีซะด้วยเลยผูกทิ้งไว้ที่วัด(เป็นธรรมเนียมของเขา ถ้าได้ใบดีถึงจะเอากลับไปด้วย) จะบอกว่ามาทีไร ก็ได้ใบไม่ดีตลอดอะ 5 5 ส่วนพี่แอนได้แบบครึ่งดีครึ่งร้าย เลยผูกไว้ที่วัดเหมือนกัน...
จากนั้นก็ช็อปปิ้งเครื่องรางกันสนุก ส่วนใหญ่พี่แอนจะซื้อมากกว่า เพราะเพื่อนเขาฝากซื้อมา เราไม่ค่อยได้อะไรนอกจากกระเป๋าผ้าพับได้ ลายสวยดีแบบผ้าญี่ปุ่น แบบว่าสนใจของกินมากกว่า ร้านต่อไปที่ต้องไปชิมคือร้านไอติมโคน ที่เขาเรียกว่า Soft Cream เห็นว่ามีร้านนึงขาย Soft Cream ตั้ง33รสแน่ะ หลังจากเดินหากันจนถอดใจ ก็มาเจอเข้าจนได้ ร้านอยู่หน้าวัดนั่นแหละ ถ้าเราหันหลังให้วัด มองไปข้างหน้า เฉียงไปทางซ้ายจะเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆ ร้านไอติมจะอยู่ข้างพระพุทธรูปเลย

ร้านนี้แหละ อย่าลืมไปลองกินกันนะคะ

รสเมล่อนอร่อยมาก หอมหวานสุดๆ
กินขนมแล้วก็ต้องหาข้าวกิน เพราะได้เวลาหม่ำข้าวกลางวันแล้วตอนนี้ เป้าหมายของเราก็คือร้านเทมปุระในตำนาน!! ร้าน AOI Marushin ที่เขา(เขานี่ใคร?)บอกมาว่ากุ้งเทมปุระอร่อยสุดๆจริงๆ คอเทมปุระอย่างเรามีหรือจะพลาด ว่าแล้วก็เดินหาร้าน AOI แต่หายังไงก็ไม่เจอ จนต้องไปถามทางคุณลุงคนขนของคนหนึ่ง แกก็พยายามบอกทาง(เป็นภาษาญี่ปุ่น-_-") พวกเราก็ยังทำหน้าเอ๋อๆอยู่ ลุงแกเห็นว่าถ้าปล่อยให้เดินไปเองคงหาไม่เจอแหง เลยกวักมือให้เดินตามแกมาเลยละกัน โอ้โห...บริการทุกระดับ ประทับใจหลายยยย
พอมาถึงร้านก็พบเฮียสุดหล่อ คาดว่าเป็นเจ้าของร้าน ไม่ก็ผู้จัดการร้าน เพราะท่าทางดูดี คอยจัดคิวลูกค้า เราสองคนนั่งรอคิวอยู่ในหมู่คนญี่ปุ่นทั้งนั้น เห็นเขาอ่านเมนูรอก็อยากอ่านบ้าง แต่มันเป็นภาษาญี่ปุ่น จะรู้เรื่องมั้ยเนี่ยยย... นั่งรอจนหิวแล้วหิวอีกก็ถึงคิวสักที ได้ที่นั่งบนชั้นสอง ดีใจที่เขาเอาเมนูภาษาอังกฤษมาให้ เลยสั่งกุ้งเทมปุระ กับผักมาลองชิม พอเขาเอามาเสิร์ฟ... โอ้แม่เจ้า!! นี่กุ้งเรอะ ทำไมมันใหญ่อลังการได้ขนาดนี้!!
กินกันแบบอิ่มเลยอะ ไม่ต้องสั่งอย่างอื่นอีกเลย สะใจกับกุ้งมากๆ ไม่เคยกินกุ้งที่สดและเนื้อแน่นขนาดนี้มาก่อน คุ้มแล้วกับการมาโตเกียวครั้งนี้ เอิกๆ อร่อยจนลืมเทมปุระที่เคยกินที่เมืองไทยไปเลย
ลาจาก Asakusa มาแบบมีความสุข ไปต่อกันที่ย่าน Ikebukuro ซึ่งตั้งใจจะไปทำภารกิจเพื่อนักเขียนการ์ตูนไทยให้รุ่งเรือง อิอิ ก็ไปหาซื้อสกรีนโทนมาตกแต่งต้นฉบับให้สวยงามไงล่ะ ร้านที่จะไปชื่อ Sekaido อยู่ที่ห้าง Parco สาขา Ikebukuro ร้านนี้เป็นร้านเครื่องเขียนที่มีทุกอย่างที่นักเขียนการ์ตูนอย่างเราต้องการ เราสิงอยู่ในร้านเป็นชั่วโมง นั่งคุ้ยหาลายสกรีนโทนที่มีเยอะมากซะจนตาลาย ได้มา 19 ลาย พร้อมหมึก Pilot ขวดใหญ่เหมือนขวดซีอิ๊วอีก1ขวด พี่ที่ทำงานเขาฝากซื้อ และอื่นๆอีกเล็กน้อย ดีใจมากที่เขาลดราคาของในร้าน20% ถ้าเราทำบัตรสมาชิกคงได้ลดอีก แต่ไม่แน่ใจว่าจะมาที่นี่อีกเมื่อไหร่น่ะสิเลยยังไม่ทำ...
จากนั้นก็ไปหาตึกร้าน Animate ที่เขาว่ามีของเกี่ยวกับอนิเมทุกอย่าง เรากะจะไปหาของเกี่ยวกับน้องแมวจี้ (Chi's Sweet Home) เดินออกจากห้าง parco ก็งงแล้ว ตึกเยอะ ถนนแยะ ถามสาวห้างก็บอกทางแบบไม่เคลียร์ จนไปเจอหนุ่มเซลแมนคนนึงช่วยบอกทางให้ ค่อยเก็ทขึ้นมาหน่อย หนุ่มคนนี้แปลกดีตรงที่เสียงเวลาพูดขายของ(ภาษาญี่ปุ่น)จะฟังดูบ้านๆมาก แต่พอพูดอังกฤษบอกทางเรา เสียงพี่แกหล่อขึ้นมาทันที แถมสำเนียงดีมากด้วย โฮะๆ นึกไม่ถึงเลยนะนี่
แต่สุดท้ายก็หลงทางอีก จนต้องไปถามพี่ตำรวจ2นายที่เดินมาพอดี พี่แกทำหน้างงๆตอนเราถาม พอส่งรูปตึกให้ดู พี่แกถึงร้องว่า "โอ้... อนิเมโตะๆ" แล้วก็บอกให้เราตามมา มีการถามว่าเป็นคนญี่ปุ่นรึเปล่า(เอ่อ ถ้าใช่คงพูดญี่ปุ่นไปแล้วแหละ) ตอนเดินตามตำรวจ เหมือนเราถูกจับเลย
พี่ตำรวจเดินเร็วมาก พาเรามาถึงร้านจนได้ ขอบคุณมากๆนะคะ บริการประชาชนได้ดีจริงๆ
มาถึงร้าน Animate พบว่าไม่มีของที่เราตามหาเลย แงๆๆๆ ผิดหวังๆ แต่ยังดีที่มีตุ๊กตาแมวจี้ ซึ่งขายคู่กับ DVD การ์ตูนให้เราสอยกลับมาด้วยหนึ่งกล่อง ราคาแพงจนต้องยืนทำใจอยู่นาน สุดท้ายก็ยอมซื้อเพราะกลัวหาไม่ได้จากที่อื่น ความจริงกะจะไป Mandarake ด้วยแต่ไม่มีเวลา เพราะต้องไปย่าน Odaiba ต่ออีก ก็เลยบายๆแค่นี้ก่อน (Mandarake แปลว่า เต็มไปด้วยการ์ตูน เป็นชื่อร้านขายของเกี่ยวกะการ์ตูนเหมือนกัน)
Odaiba เป็นย่านเมืองใหม่ที่สร้างจากการเอาขยะมาถมทะเลจนกลายเป็นแผ่นดินใหม่ การจะไป Odaiba ต้องนั่งรถไฟข้ามสะพานสายรุ้ง หรือที่เรียกกันว่า Rainbow Bridge เรานั่งรถไฟสาย Yurikamome ข้ามสะพานสายรุ้ง ขอบอกว่าวิวยามค่ำนี่สวยได้ใจ ถ้าให้ดีต้องขึ้นโบกี้แรกที่อยู่หน้าสุด เวลารถไฟวิ่งเราจะเห็นวิวด้านหน้าสวยมากๆ เหมือนนั่งรถไฟเหาะน่ะ
ถึง Odaiba ก็เดินถ่ายรูปสะพานสายรุ้งกับเทพีเสรีภาพกัน แต่เพราะไม่มีขาตั้งกล้องก็เลยถ่ายไม่สวยเท่าไหร่ เบลอตลอด แต่บรรยากาศดีมาก อากาศก็เย็นๆ มีดนตรีเล่นคลอ คู่รักเดินจูงมือกัน ...ส่วนเราเหรอ...เดินจูงมือพี่สาวแล้วเราก็แอบแหวะกันเอง ฮ่าๆ ^^"

ถ่ายตอนเดินทางกลับโรงแรมจ้า
จบทริปวันนี้ด้วยการหม่ำทาโกยากิในห้าง Aqua City เดินเล่นซื้อขนมของฝาก แล้วก็กลับโรงแรม (ตอนนั่งรถไฟขากลับ ได้ขึ้นโบกี้หน้าสุดด้วยล่ะ สนุกดี
ข้อคิดของวันนี้ : ถ้าไม่แน่ใจว่าเดินถูกทางไหม ให้รีบถามทางเลย อย่าเดินมั่วเอง เดี๋ยวจะหลงไกลกว่าเดิมแล้วจะเสียเวลาเที่ยวไปเปล่าๆจ้า (คนญี่ปุ่นยินดีช่วยเหลือเราอยู่แล้ว)
edit @ 5 Oct 2009 18:57:50 by ** All About aRt **
จริงๆ อาร์ตเคยไปญี่ปุ่นแล้ว 2 ครั้ง แต่ไปกับทัวร์ตลอดค่ะ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไปเอง ซึ่งเป็นอะไรที่ติดใจมากๆ การเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองมันไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ หลงทางก็ถามคนญี่ปุ่นเอา เขายินดีช่วยเหลือค่ะ (ภาษาไม่ใช่อุปสรรคเลยค่ะ)


